วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

รวมวาทะเด็ดของณัฐวุฒิ 16/05/52






วีระบุรุษด่านมะขามเตี้ย นามนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก เปิดฉากด้วยบทเพลง “รักสาวเสื้อแดง” ตามด้วยวาทะที่คมกริบ ลีลา ท่าทาง การแสดงออกในการปราศรัยที่เต็มไปด้วยพลัง และแววตาที่มุ่งมั่น สอดแทรกมุกตลก เฮฮา ไม่เครียด เป็นแกนนำที่บ่อยครั้งทำให้ผมอดหลับอดนอน เพราะต้องรอฟังการอภิปรายของเขา เขาคนนั้นคือ คุณณัฐวุฒิ ในฐานะที่ผมก็เป็นแฟนคลับของคุณณัฐวุฒิ คนหนึ่ง จึงได้หยิบหยก บางวลีหรือบางสำนวนที่กล่าวโดยคำพูด มาตีแผ่เป็นอักขระ เพราะคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยแก่คนเสื้อแดง


คำพูดต่อไปนี้เป็นคำปราศัยของ ณัฐวุฒิ ณ ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2552


อยู่ในคุก 11 วัน


- เอาผมไปขังใน 11 วันนี้...... คุณอย่านึกว่า......คุณได้กำไรน่ะ.....คุณขาดทุน..... เพราะว่าผมเผยแพร่แนวคิดของคนเสื้อแดงไว้เต็ม...ตชด.. .... .หมดแล้ว..... เสร็จผมครับ....... เจ้าหน้าที่ตชด....... วันแรกๆ ก็ยังเหนียมๆกันอยู่ เข้ามาตะเบะ....... สวัสดีครับคุณ ณัฐวุฒิ............ ขอเชิญนะฮะ ผมต้องควบคุมตัว........ ผมต้องปฏิบัติตามหน้าที่............ ขอให้คุณณัฐวุฒิ เข้าใจนะครับ.......... นี้วันแรก. . พอวันที่สาม วันที่สี่......... สวัสดีนะครับคุณณัฐวุฒิ มันอยู่ไม่นานหรอก....... ไอ้พวกนั้น ........คุณณัฐวุฒิไม่ต้องกลัว (ฮา ฮา ฮา ฮา)


ขังได้แต่ตัวแต่ไม่สามารถขังหัวใจ


- คุณจะเอาตัวผมขังไว้ไหนหล่ะ.....ในเมื่อคุณขังตัวผมเอาไว้ได้.......แต่คุณไม่สามารถขังหัวใจและความคิด ........รวมทั้งจิตวิญญาณและการต่อสู้......... ที่ผมร่วมกันสร้างกับคนเสื้อแดงไม่ได้


หยดเลือดลงปฐพี


- คราบเลือดหยาดน้ำตาประชาชน......... ที่หลั่งไหลรวมกันราวกับห้วงมหาสมุทร.......... มันกลายเป็นเรื่องไร้ค่าสำหรับคนที่มีหัวใจเผด็จการ............ มันกลายเป็นเรื่องไร้ค่าสำหรับอำมาตยาธิปไตย......... มันกลายเป็นสิ่งที่เขาจะบอกว่า...... ตายอีกกี่หนก็ได้เพื่อให้เขาได้อยู่ในอำนาจต่อไป......... จะตายอีกคนก็ได้ เพื่อให้เขายิ่งใหญ่เหนือประชาชน


มวยคู่เอก ระหว่างเสื้อแดงกับอำมาตย์


- การต่อสู้ของคนเสื้อแดงมาจนถึงเวลานี้ ........คนเขาถามกันเยอะว่า...... ใครแพ้ใครชนะ ....รัฐบาลชนะไหม?.... เสื้อแดงชนะไหม?..... อำมาตย์ชนะหรือเปล่า? .....หรือเสื้อแดงแพ้?.... หรือรัฐบาลแพ้?..... หรืออำมาตย์แพ้ หรือใครแพ้?..... ผม(ณัฐวุฒิ)บอกว่าการต่อสู้ในคราวนั้นมันยังไม่รู้แพ้รู้ชนะ.... ยังไม่จบ..... มันเหมือนมวยชกกันไปยกหนึ่ง.... ยกนี้หมดไปเราเดินกลับเข้ามุม.... แน่นอน.... เราก็บอบช้ำ ...เลือดกำเดาแตก.. ตาก็บวมๆนะฮะเสื้อแดงนี้.... เดินกลับมุม .....คนเห็นแต่ไกล ....โอ้โหย.... เสื้อแดงบอบช้ำเว้ยเห้ยย. .หันไปดูฝ่ายอำมาตย์....หน้าตาไม่มีริ้วรอยเลย.... หน้ายังคงเกลี้ยงเกลา.... ไม่มีรอยแตก ....ไม่มีรอยบวม.... ไม่มีรอยเขียว.... ไม่มีช้ำ... ถามว่าทำไมถึงไม่มี... เพราะว่า... คนเสื้อแดง... ชกลำตัวตลอด... ไม่ชกหน้า.... เพราะฉะนั้นอำมาตย์เดินกลับไปเข้าไปที่มุม...ตอนนี้ยังลุกจากมุมไม่ไหว.... เพราะจุกหนักเหมือนกัน..... เขาเจ็บปวดไม่แพ้เราหรอก


วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คามจริงสู่ความเชื่อที่ถูกต้อง

         

ในยุคที่เรียกว่า การสื่อสารที่ไร้พรมแดน สื่อจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะโน้มน้าวกระแสมวลชนที่จะเบี่ยงเบนความคิดไปในทางใดทางหนึ่ง ตอนนี้ ความเป็นจริงต่างๆ ถูกบิดเบือนไปตามความคิดของแต่ละคน ตามความเชื่อของแต่ละคน ทั้งๆที่ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว แต่หากถูกแบ่งแยกเป็นสอง โดยอคติ และ ความเชื่อมั่น

การบริโภคสื่อเป็นปัจจัยหลักที่ทุกคนจะต้องได้รับไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งนี้สิ่งได้รับจะถูกหรือผิดก็อยู่ที่ดุลพินิจของการพิจารณาของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะทุกวันนี้ สื่อ เป็นสิ่งที่สำคัญของการรับรู้ข่าวสาร อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้กล่าวไว้ว่า "If you tell a big enough lie and tell it frequently enough, it will be believed. ""หากท่านโกหกเรื่องใหญ่มากพอ, โกหกบ่อยครั้งเพียงพอ, เรื่องนั้นจะถูกเชื่อ"


นักสื่อสาร นักจิตวิทยา ต่างศึกษาจิตใจของผู้คน และกระแสของมวลชน จนสรุปว่า

การ propaganda (ไทยแปลศัพท์ว่า โฆษณาชวนเชื่อ) เป็นต้นเหตุของความผิดเพี้ยนทางความคิดทั้งปวงแน่นอนว่า นักจิตวิทยาและนักสื่อสารบางส่วนนำผลสรุปนี้ไปใช้ประโยชน์ สร้างระบบจิตวิทยามวลชน อุปาทานหมู่ เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง


หลักการโฆษณาชวนเชื่อ อาจสรุปลงง่ายๆ 7 ข้อ ได้แก่


1. Ad Hominem : โจมตีตัวบุคคล สร้างศัตรูบุคคลขึ้นมาเป็นหุ่นรับการโจมตีหลัก แล้วจับผิด โจมตี ด่าทอ ต่อว่า ทั้งเรื่องส่วนตัวและคำพูดทุกคำพูดของคนๆนั้น รวมถึงการสร้างภาพให้ฝ่ายศัตรูที่ตั้งขึ้นมาโจมตีเป็นปีศาจร้าย เปรียบเทียบกับความชั่วร้ายในโลกทั้งมวล ทั้งในพระคัมภีร์ศาสนาและประวัติศาสตร์


2. Ad nauseum : พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก มีสำนวนไทยว่าไว้เข้าทีว่า "น้ำหยดลงหินทุกวัน หินยังกร่อน" แล้วใจคนอ่อนๆจะทนได้อย่างไร เมื่อนำคำลมปากกรอกหูเข้าทุกวัน


3. Big Lie : โกหกคำโต การโกหกเรื่องเล็กๆ ที่มีรายละเอียดปลีกย่อย อาจมีผู้จับโกหกได้ง่าย แต่การโกหกเรื่องใหญ่ๆเพื่อหลอกให้เชื่อ มันย่อมครอบคลุมเรื่องต่างๆหลากหลาย อย่างน้อยต้องมีข้อใดข้อหนึ่งที่ถูกจริตผู้ฟัง และเมื่อคนพูดพูดในสิ่งที่คนฟังอยากจะเชื่ออยู่แล้ว เขาก็พร้อมจะยอมเชื่อโดยดี แม้ว่าคำโกหกเรื่องใหญ่นั้น จะเท็จครึ่ง จริงครึ่ง หรือไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความจริงอยู่เลย


4. Name calling : สร้างสมญานาม การสร้างชื่อแทนใช้เรียกย่อๆ ง่ายๆ และตีความได้เข้าข้างตัวเอง หรือสร้างภาพเสียหายให้ศัตรู เป็นเทคนิคของการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่ง


5. Black and White fallacy : ตรรกะผิด-ถูก แบบขาว-ดำ ผู้โฆษณาชวนเชื่อ ต้องสร้างภาพการแบ่งแยกฝ่ายถูกผิดชัดเจนเป็นสีขาว-ดำ ใครเข้าข้างจะเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายธรรมะ ส่วนใครไม่เห็นด้วยก็จะถูกผลักไปเป็นฝ่ายผิด เป็นฝ่ายอธรรมทันที


6. Flag Waving, Beautiful thing, and Great People reference : ชูธงสูงส่ง อ้างสิ่งสวยงาม ตามหลักมหาบุรุษ การโฆษณาชวนเชื่อนั้นจะอ้างตนเองและกลุ่ม แนวคิดของตน ให้ดูยิ่งใหญ่ สูงส่ง อลังการ มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ด้วยคำพูดและป้ายประกาศ ใช้ข้อความที่ดูดี อ้างอิงสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือนามธรรมที่คนยอมรับว่าดี


7. Disinformation by mass media : ควบคุมกำจัดข้อมูลผ่านสื่อสารมวลชน การบอกข้อมูลไม่ครบ บอกความจริงไม่หมด เลือกแต่เฉพาะข้อมูลหรือข่าวที่ส่งผลดีต่อฝ่ายตนเอง ใช้การอ้างนอกบริบท หรือนำคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาแต่งเติมเสริมเข้าไปให้ดูดี....
ยิ่ง ใช้สื่อมวลชนที่เข้าถึงคนหมู่มาก ยิ่งบอกผ่านกันไปปากต่อปาก และยิ่งดูน่าเชื่อถือ หลายๆคนพอตั้งข้อสงสัย ก็ถูกตอบว่า "ก็ทีวีว่ามาอย่างนี้ล่ะ"


การโฆษณาชวนเชื่อ แตกต่างและน่ากลัวกว่าการโฆษณาและชักจูงตามปกติ เพราะมันอาจจะทำให้ตรรกะของคุณบิดเบี้ยวโดยคุณไม่รู้ตัว...


ดั่งที่กล่าวมาข้างบนจะเห็นได้ว่า propaganda เป็นตัวการหลักที่เป็นเหมือนกำแพงมาปิดกั้นความจริง ที่คนบางคนจะเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจ โดยไม่ได้ไตร่ตรองมาก่อน


เพราะฉะนั้นถ้าหากไม่อยากตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสีใด สีหนึ่ง เมื่อกระบวนการของการสื่อสารได้ถ่ายโอนมาสู่ถึงขั้นดุลพินิจพิจารณก็อยู่ที่ตัวบุคคลจะสามารถแยกแยะออกได้หรือไม่ สมเด็จพระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัส สิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการโดยตรัสว่า

อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา

อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา

อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ

อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา

อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง

อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา

อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ

อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน

อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้

อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา


พระพุทธวจนะทั้ง 10 ประการข้างต้นนั้น ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เราเชื่อ แต่อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อโดยปราศจากการพินิจพิจารณาและ เป็นสิ่งที่สำคัญที่ผู้บริโภคสื่อจะต้องนำมาคิดและไตร่ตรองก่อนจะเชื่อและมั่นใจว่าในสิ่งที่ตนเข้าใจนั้นถูกต้องหรือไม่ ?


ดังนั้นสังคมไทยที่ขัดแย้งเฉกเช่นทุกวันนี้ ก็เพราะเชื่อว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายปฏิปักษ์เป็นคนผิด ในความคิดส่วนตัวผมมองว่าทุกฝ่ายต่างก็ทำถูกและทำผิด ที่ถูกก็คือทุกฝ่ายต่างก็ประกาศอุดมการณ์ว่าจะทำเพื่อประเทศชาติ และที่ผิดก็คือต่างฝ่ายกำลังเคลื่อนไหวเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญที่กำหนด ไม่ได้นำหลักนิติรัฐมาควบคุมหรือไม่สามารถที่จะควบคุมได้


ถึงอย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งใน 3-4 ปีมานี้ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ผลเสียอย่างเดียว ในทางตรงกันข้าม ผมมองเห็นว่า หลายคนได้รู้จักคำว่า สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่เข้าใกล้ประชาธิปไตย รวมถึงมีส่วนร่วมและมีความกระตือรือร้นในการช่วยกันเสนอแนวคิดและแนวทางการไขให้เป็นไปในทางที่ดีมากยิ่งขึ้น

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เกิดจากความเห็นที่แตกต่างขั้นรุนแรงจนนำไปสู่การขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่างของแต่ละฝ่าย ซึ่งเราได้เรียนรู้ประชาธิปไตยในภาคปฏิบัติ อย่างไม่เคยมีมาก่อน

ทว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี การแสดงออกทางความคิดครั้งนี้ จึงเป็นการเข้าร่วมลงทะเบียนเรียนในภาคปฏิบัติของวิถีทางประชาธิปไตย เพื่อขับเคลื่อนประเทศชาติเข้าสู่อารยประเทศ แม้ว่าจะมีการสูญเสียขึ้นมาก็ตาม แต่เป็นการสูญเสียที่มีการได้มาซึ่งกำไร

ทว่า หลายคนมองว่า การขับเคลื่อนครั้งนี้ มีการสูญเสียมากกว่าการได้มา แต่อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้ถึงความถูกต้องจากความผิดพลาด



วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

แรงบันดาลใจในการสร้างบล็อก

เจตจำนงที่ผมได้ดำริตั้งแต่ต้นแล้วว่า "สักวันหนึ่งผมจะสร้างบล็อกเป็นของตัวเองและจะบรรยายความรู้สึก มโนทรรศน์ ความเห็น รวมไปทั้งข้อมูลๆต่างที่อยากจะเผยแผ่ไปสู่สายตาผู้คน" และแล้วผมก็ได้ทำตามโนประสงค์ที่ได้คิดเอาไว้ตามปณิธานที่มุ่งหวัง


ด้วยสติปัญญาและการดีไซน์ของผมเองคงจะเกิดขึ้นไม่ได้ นอกจากน้องสาวคนหนึ่งที่ช่วยบอกและตกแต่ง (decorate) ต่างๆ ซึ่งมีนามว่า "จิ๊บจ๊อย สาวหมอแคน เมืองหมอลำ" มันอาจจะไม่สมบูรณ์หรือเลิศเลอ perfect ในสายตาคนอื่น แต่สำหรับผมแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนหล่อหลอมมาจากจิตวิญญาณ


แรงบันดาลใจที่อยากจะทำมัน เกิดขึ้นจากสองนักเขียน นักสร้าง ที่ทำให้ผมเกิดการกระตุ้นที่อยากจะทำอะไรออกมา อยากจะเป็นอนุชนเดินตามท่าน ซึ่งผมพูดได้อย่างเต็มปากว่าท่านคือ “อาจารย์ทางโลก Cyber ของผม”


คนแรก เจ้าของนามปากกาว่า "ประดาบ" เขาคนนี้ คงเป็นที่รู้จักกันดีในคอการเมือง ซึ่งกล้าต่อกรกับพวกเหล่าอำมาตย์ เผด็จการ ในยุค คมช. รุ่งเรือง ปลายปากกาของเขา เมื่อได้ตะหวัดปากกาเมื่อไหร่ ก็เหมือนกับคมมีดที่คอยทิ่มแทง ลิ้วล่อ อำมาตยา ทั้งหลาย แม้ว่า เขาจะเก็บดาบ ออกจาก โลก Cyber เหลือไว้แต่บทความ แต่ขอให้รับรู้ไว้เถิดว่า ประดาบยังตราตรึงในใจผมเสมอ


คนที่สองคือ คุณพิพัฒน์ ผู้เป็น Blog writer สำหรับนักศึกษาไทยผู้สนใจภาษาอังกฤษ ยอมรับครับว่า ด้วยความตั้งใจและความมุมานะของท่าน ได้เกิดมหพลานุผลเป็นอย่างมากแก่ตัวผมและคนอื่นๆที่สนใจ ขอคาระวะท่านทั้งสองด้วยจิตคารวะ ครับ


ผมไม่สนใจหรอกว่าจะมีคนเข้ามาอ่าน หรืออ่านแบบไม่ตั้งใจอ่านหรือไม่ แต่สิ่งที่ผมได้ทำลงไป มันคือความตั้งใจที่อยากจะกระทำ มันเหมือนกับการร้องเพลง ก็เมื่อเราร้องไม่สนใจว่ามีคนฟังหรือเปล่า แต่ในขณะที่เราร้องมันแสดงออกถึงความรู้สึกว่า เรามีความสุขกับการ้องเพลง


ผมไม่สนใจหรอกว่า ถ้าหากใครคนหนึ่งจะมองว่าผมบ้า แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่คนบ้าอย่างผมก็ไม่ได้ไประราน ลิดรอน เบียดเบียนคนอื่น ผมสนใจแค่เพียงว่า สิ่งที่ผมทำนั้นมีความสุขและไม่ได้เป็นความทุกข์กับคนอื่น อย่างที่โบราณเขาว่า “ทำนาบนหลังคน”